<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Highlights &#8211; goodwillcompounding</title>
	<atom:link href="https://www.goodwillcompounding.com/category/highlights/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.goodwillcompounding.com</link>
	<description>Consult with purpose. We transform brands</description>
	<lastBuildDate>Thu, 08 Feb 2024 23:54:47 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7</generator>

<image>
	<url>https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/01/cropped-iconloogo3-32x32.webp</url>
	<title>Highlights &#8211; goodwillcompounding</title>
	<link>https://www.goodwillcompounding.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ผมนอนไม่ถึงวันละ 8 ชั่วโมง และงานวิจัยนี้ทำให้ผมรู้สึกดี</title>
		<link>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/insomnia/</link>
					<comments>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/insomnia/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[good willadmin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Feb 2024 23:53:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlights]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.goodwillcompounding.com/?p=2397</guid>

					<description><![CDATA[เพื่ออายุยืน วิทยาศาสตร์ค้นพบว่า “พฤติกรรมการนอน” สำคัญกว่า “นอนให้ครบวันละ 8 ชั่วโมง”  . “ความสม่ำเสมอ” (หรือการที่เราเข้านอนและตื่นนอนตามเวลาที่สม่ำเสมอและอาจมีตื่นกลางดึกบ้างเล็กน้อย) สำคัญกว่า “ระยะเวลาในการนอน” การนอน 6 ชั่วโมงทุกๆคืนตามเวลาที่สม่ำเสมอ “ลดความเสี่ยงที่จะตายเร็ว” มากกว่า การนอน 8 ชั่วโมงแต่เวลาไม่สม่ำเสมอ . งานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Sleep พบว่า “ความสม่ำเสมอ (sleep regularity)“  ลดความเสี่ยงที่จะตายเร็วไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใด  20% ถึง 48% เปรียบเทียบกับคนที่ “นอนที่ไม่สม่ำเสมอ”  . พฤติกรรมการนอนไม่สม่ำเสมอประกอบด้วยเข้านอนและตื่นนอนไม่เป็นเวลา ชอบหลับๆตื่นๆ (interrupted sleep) รวมทั้งการงีบหลับช่วงสั้นๆ . “ระยะเวลาในการนอน (Sleep duration)” ยังคงมีความสำคัญ “คนที่นอนนานและสม่ำเสมอ” มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในการเสียชีวิต ตามคำกล่าวของ Angus Burns นักวิจัยร่วมที่ Harvard Medical School และร่วมเขียนงานวิจัยนี้ แต่ &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/insomnia/"> <span class="screen-reader-text">ผมนอนไม่ถึงวันละ 8 ชั่วโมง และงานวิจัยนี้ทำให้ผมรู้สึกดี</span> Read More »</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="2397" class="elementor elementor-2397" data-elementor-post-type="post">
				<div class="elementor-element elementor-element-9978b82 e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="9978b82" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-a3d6342 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="a3d6342" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
							<p><span style="font-weight: 400;">เพื่ออายุยืน วิทยาศาสตร์ค้นพบว่า “พฤติกรรมการนอน” สำคัญกว่า “นอนให้ครบวันละ 8 ชั่วโมง” </span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">“ความสม่ำเสมอ” (หรือการที่เราเข้านอนและตื่นนอนตามเวลาที่สม่ำเสมอและอาจมีตื่นกลางดึกบ้างเล็กน้อย) สำคัญกว่า “ระยะเวลาในการนอน” การนอน 6 ชั่วโมงทุกๆคืนตามเวลาที่สม่ำเสมอ “ลดความเสี่ยงที่จะตายเร็ว” มากกว่า การนอน 8 ชั่วโมงแต่เวลาไม่สม่ำเสมอ</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Sleep พบว่า “ความสม่ำเสมอ (sleep regularity)“  ลดความเสี่ยงที่จะตายเร็วไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใด  20% ถึง 48% เปรียบเทียบกับคนที่ “นอนที่ไม่สม่ำเสมอ” </span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">พฤติกรรมการนอนไม่สม่ำเสมอประกอบด้วยเข้านอนและตื่นนอนไม่เป็นเวลา ชอบหลับๆตื่นๆ (interrupted sleep) รวมทั้งการงีบหลับช่วงสั้นๆ</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">“ระยะเวลาในการนอน (Sleep duration)” ยังคงมีความสำคัญ “คนที่นอนนานและสม่ำเสมอ” มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในการเสียชีวิต ตามคำกล่าวของ Angus Burns นักวิจัยร่วมที่ Harvard Medical School และร่วมเขียนงานวิจัยนี้ แต่ ”คนที่นอนระยะเวลาสั้นแต่มีความสม่ำเสมอ” มักจะมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตต่ำกว่า”คนที่นอนนานแต่ไม่สม่ำเสมอ”</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p> </p><p><span style="font-weight: 400;">นับเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ยุ่งกับงานและครอบครัวจนนอนไม่ถึงวันละ 7-9 ชั่วโมงตามที่การแพทย์แนะนำ &#8220;อย่างน้อยหากคุณสามารถนอนสม่ำเสมอเป็นเวลาได้ คุณก็กำลังทำสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของคุณ&#8221; Burns กล่าวไว้</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดีงานวิจัยนี้ไม่ได้วัดผลกับคนที่นอนเป็นระยะเวลาสั้นมากๆ อย่างเช่นน้อยกว่า 3-4 ชั่วโมงต่อวัน</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">อีกงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ชื่อ QJM ปี 2023 นักวิจัยได้ศึกษาตัวชี้วัดอย่างเช่นความถี่ของการหลับและการใช้ยานอนหลับ พบว่าคนที่มีพฤติกรรมการนอนดีที่สุดมีอายุขัยมากกว่าคนที่มีพฤติกรรมการนอนแย่ที่สุดเฉลี่ย 4.7 ปีและ 2.4 ปี สำหรับชายและหญิงตามลำดับ </span></p><p> </p><p><span style="font-weight: 400;">SDGs : Good Health and Well-being</span></p><p><span style="font-weight: 400;">Writer : ยอด Co-founder, goodwill compounding</span></p><p><span style="font-weight: 400;">Source : Wall Street Journal</span></p>						</div>
				</div>
					</div>
				</div>
				</div>
		]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/insomnia/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Digital bullying พัฒนาไปอีกขั้น เมื่อ AI ถูกใช้ abuse ผู้หญิง</title>
		<link>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/digital-bullying-ai/</link>
					<comments>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/digital-bullying-ai/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[good willadmin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Feb 2024 23:43:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlights]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.goodwillcompounding.com/?p=2348</guid>

					<description><![CDATA[“It will have been increased through natural selection; for those communities, which included the greatest number of the most sympathetic members, would flourish best, and rear the greatest number of offspring” Charles Darwin . เรื่องที่ทำให้กลุ่มเด็กสาวโรงเรียน Westfield High School รัฐ New Jersey ช็อคไม่ใช่แค่เพราะกลุ่มเด็กผู้ชายล่วงละเมิดทางเพศด้วยการแชร์ภาพโป๊ของพวกเธอ . แต่ยิ่งกว่านั้น ภาพของพวกเธอไม่ใช่ภาพจริงแต่ถูกสร้างโดย AI . เพื่อนร่วมชั้นของพวกเธอใช้ AI ที่สามารถใช้งานได้ฟรีหรือจ่ายตังค์นิดหน่อยสร้าง &#8220;deepfakes&#8221; ของพวกเธอแล้วแชร์ในกรุ้ปแชท . Digital bullying &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/digital-bullying-ai/"> <span class="screen-reader-text">Digital bullying พัฒนาไปอีกขั้น เมื่อ AI ถูกใช้ abuse ผู้หญิง</span> Read More »</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="2348" class="elementor elementor-2348" data-elementor-post-type="post">
				<div class="elementor-element elementor-element-21508af e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="21508af" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-8e7cb9c elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="8e7cb9c" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
							<p><span style="font-weight: 400;">“It will have been increased through natural selection; for those communities, which included the greatest number of the most sympathetic members, would flourish best, and rear the greatest number of offspring” Charles Darwin</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">เรื่องที่ทำให้กลุ่มเด็กสาวโรงเรียน Westfield High School รัฐ New Jersey ช็อคไม่ใช่แค่เพราะกลุ่มเด็กผู้ชายล่วงละเมิดทางเพศด้วยการแชร์ภาพโป๊ของพวกเธอ</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">แต่ยิ่งกว่านั้น ภาพของพวกเธอไม่ใช่ภาพจริงแต่ถูกสร้างโดย AI</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">เพื่อนร่วมชั้นของพวกเธอใช้ AI ที่สามารถใช้งานได้ฟรีหรือจ่ายตังค์นิดหน่อยสร้าง &#8220;deepfakes&#8221; ของพวกเธอแล้วแชร์ในกรุ้ปแชท</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">Digital bullying กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ลุกลามในโรงเรียนอเมริกา เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนและ AI image-makers ก็สามารถสร้างรูป &#8220;deepfakes&#8221; อะไรก็ได้และแชร์ผ่าน messaging app หรือ social network แค่ไม่กี่คลิกก็สามารถคุกคามและสร้างบาดแผลลึกในใจให้กับหญิงสาวมากมาย</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">“ลูกสาวของฉันมีอนาคตที่ดีและไม่มีใครการันตีได้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่กระทบกับสังคมของเธอ การเรียนของเธอ รวมทั้งงานของเธอในอนาคต” แม่ของหญิงสาวคนหนึ่งกล่าวกับนักข่าว รวมทั้งพ่อแม่อีกหลายคนบอกว่าลูกสาวของเธอรู้สึกอับอายและกลัวถ้ารูปดังกล่าวจะกลับมาหลอกหลอนเธอในอนาคต ในขณะที่เด็กสาวอีกหลายคนก็รู้สึกไม่สบายใจถ้าจะต้องเรียนที่เดียวกับคนที่สร้างและแชร์ภาพ deepfakes และรู้สึกโกรธและเสียใจที่ไม่มีทางออกของปัญหา เพราะแม้แต่ในกลุ่มผู้ปกครองเองก็มีความเห็นแตก บางคนอยากให้เด็กที่ทำเรื่องนี้ได้รับโทษหนัก ในขณะที่บางคนมองว่าเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะและควรจะได้รับการให้อภัย ส่วนตัวกฏหมายเองก็ยังขาดความชัดเจนเรื่องนี้</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">มีคนมากมายที่บอกว่า AI นี่แหล่ะจะเป็นสิ่งที่ล้างโลกและทำลายมนุษย์ และพวกเราก็เห็นพลังของมันที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในทุกมิติทั้งในสงคราม disrupt งานของมนุษย์ รวมทั้งสร้างผลกระทบให้กับสังคม </span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">แต่สิ่งที่จะเป็นตัวบอกว่ามนุษย์จะสูญพันธุ์ไปจากโลกหรือยังคงอยู่คงไม่ใข่ AI </span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ทำให้มนุษย์พัฒนาและเติบโตรุ่งเรืองคือความเห็นอกเห็นใจกัน เมตตาต่อกัน</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">ผมเชื่อในกฏธรรมชาติเหมือนกับ Charles Darwin</span></p><p> </p><p><span style="font-weight: 400;">SDGs Goal : Gender Equality, Good Health and Well-being</span></p><p><span style="font-weight: 400;">Writer : ยอด Co-Founder, Goodwill Compounding</span></p><p><span style="font-weight: 400;">Source : Wall Street Journal</span></p><p><br /><br /></p>						</div>
				</div>
					</div>
				</div>
				</div>
		]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/digital-bullying-ai/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดตัวมนุษย์ Carbon neutrality ของโลก Kilian Jornet</title>
		<link>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/carbon-neutrality-kilian/</link>
					<comments>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/carbon-neutrality-kilian/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[good willadmin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Feb 2024 23:02:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlights]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.goodwillcompounding.com/?p=2342</guid>

					<description><![CDATA[นอกจากเป็น vegetarian ใช้รถ EV มือ 2 รวมทั้งวางแผนเดินทางด้วยเครื่องบินแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ Kilian Jornet ทำก็คือการวัดคาร์บอนที่เขาสร้างในแต่ละวัน ปีนี้เขาลดการสร้างคาร์บอนเหลือเพียง 1 ใน 4 ของปี 2019  . แต่การวัดและปรับพฤติกรรมเพื่อลดคาร์บอนยังไม่ดีพอสำหรับเขา มันต้อง “Carbon neutrality”  . เพื่อ offset กับคาร์บอนที่เขาสร้างแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้เป็น 0 เขาบริจาคเงินราวๆ 10,670 ยูโร ให้กับ startup ที่ทำธุรกิจดักจับคาร์บอนจากบรรยากาศ “Climeworks” ชดเชยกับกิจกรรมสร้างคาร์บอนอย่างเช่นรถสนับสนุนที่ขับตามเขาขณะที่เขาปีน 177 ยอดเขาที่เทือกเขา Pyrenees เป็นเวลา 8 วัน ซึ่งปล่อยคาร์บอนเท่ากับ 0.13 เมตริกตัน . “ทั้งชีวิตผมปีนเขาและข้ามธารน้ำแข็งและผมได้เห็นผลกระทบของ climate change ว่ามันทำลายล้างธรรมชาติมากแค่ไหน” . Kilian Jornet ใช้ชีวิตทั้งชีวิตไปกับการเป็น “นักกีฬาภูเขารอบด้าน” เพราะเขาเป็นทั้งนักวิ่งเทรล &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/carbon-neutrality-kilian/"> <span class="screen-reader-text">เปิดตัวมนุษย์ Carbon neutrality ของโลก Kilian Jornet</span> Read More »</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="2342" class="elementor elementor-2342" data-elementor-post-type="post">
				<div class="elementor-element elementor-element-ff34c36 e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="ff34c36" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-6dc429d elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="6dc429d" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
							<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเป็น vegetarian ใช้รถ EV มือ 2 รวมทั้งวางแผนเดินทางด้วยเครื่องบินแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ Kilian Jornet ทำก็คือการวัดคาร์บอนที่เขาสร้างในแต่ละวัน ปีนี้เขาลดการสร้างคาร์บอนเหลือเพียง 1 ใน 4 ของปี 2019 </span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">แต่การวัดและปรับพฤติกรรมเพื่อลดคาร์บอนยังไม่ดีพอสำหรับเขา มันต้อง “Carbon neutrality” </span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">เพื่อ offset กับคาร์บอนที่เขาสร้างแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้เป็น 0 เขาบริจาคเงินราวๆ 10,670 ยูโร ให้กับ startup ที่ทำธุรกิจดักจับคาร์บอนจากบรรยากาศ “Climeworks” ชดเชยกับกิจกรรมสร้างคาร์บอนอย่างเช่นรถสนับสนุนที่ขับตามเขาขณะที่เขาปีน 177 ยอดเขาที่เทือกเขา Pyrenees เป็นเวลา 8 วัน ซึ่งปล่อยคาร์บอนเท่ากับ 0.13 เมตริกตัน</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">“ทั้งชีวิตผมปีนเขาและข้ามธารน้ำแข็งและผมได้เห็นผลกระทบของ climate change ว่ามันทำลายล้างธรรมชาติมากแค่ไหน”</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">Kilian Jornet ใช้ชีวิตทั้งชีวิตไปกับการเป็น “นักกีฬาภูเขารอบด้าน” เพราะเขาเป็นทั้งนักวิ่งเทรล นักสกี นักวิ่งระยะไกล นักไต่เขาและ sky runner เขาสร้างสถิติความเร็วในการปีนภูเขา Mont Blanc, Kilimanjaro และ Denali. J และเป็นผู้ชนะรายการวิ่ง mountain ultramarathons ที่ยากที่สุดในโลกหลากหลายรายการ </span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">และนั่นทำให้เขาเห็นกับตาว่าธรรมชาติของภูเขาเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน และทำให้เขาหันมาทุ่มเทให้กับการลด carbon footprint เหมือนที่เขาทุ่มเทให้กับกีฬา</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้เขายังตั้งมูลนิธิ Kilian Jornet Foundation ที่มีเป้าหมายในการปกป้องและรักษาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของภูเขา</span></p><p><span style="font-weight: 400;">.</span></p><p><span style="font-weight: 400;">ส่วน Climeworks ที่เขาบริจาคเพื่อ offset คาร์บอนที่เขาสร้างให้เป็น 0 เป็น startup ที่ผลิตเครื่องจักรจับคาร์บอนในอากาศแล้วนำมาเก็บใต้ดิน มีคนบริจาคให้องค์กรนี้เกือบ 20,000 คนรวมทั้ง Bill Gates  โดยคนส่วนใหญ่จะบริจาคประมาณ $15 ถึง $20 ต่อเดือน</span></p>						</div>
				</div>
					</div>
				</div>
		<div class="elementor-element elementor-element-29c136f e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="29c136f" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-ab147bc elementor-widget elementor-widget-image" data-id="ab147bc" data-element_type="widget" data-widget_type="image.default">
				<div class="elementor-widget-container">
													<img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/moonlightmountaingear.com_-1024x683.webp" class="attachment-large size-large wp-image-2361" alt="" srcset="https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/moonlightmountaingear.com_-1024x683.webp 1024w, https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/moonlightmountaingear.com_-300x200.webp 300w, https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/moonlightmountaingear.com_-768x512.webp 768w, https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/moonlightmountaingear.com_-1536x1024.webp 1536w, https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/moonlightmountaingear.com_-2048x1366.webp 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" />													</div>
				</div>
					</div>
				</div>
		<div class="elementor-element elementor-element-e299193 e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="e299193" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-e6bb9b5 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="e6bb9b5" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
							<p><span style="font-weight: 400;">SDGs Goal : Climate Action, Responsible consumption and production </span></p><p><span style="font-weight: 400;">writer : ยอด Co-Founder, Goodwill Compounding</span></p><p><span style="font-weight: 400;">source : kilianjornetfoundation.org, Wall Street Journal</span></p>						</div>
				</div>
					</div>
				</div>
				</div>
		]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/carbon-neutrality-kilian/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Apple Watch ‘carbon neutral’  ดีกับโลกจริง  หรือ greenwashing</title>
		<link>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/apple-watch-carbon-neutral/</link>
					<comments>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/apple-watch-carbon-neutral/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[good willadmin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Feb 2024 22:20:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlights]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.goodwillcompounding.com/?p=2320</guid>

					<description><![CDATA[Apple Watch ซีรี่ส์ล่าสุดที่เหล่าสาวกภูมิใจเพราะเป็น &#8220;carbon neutral products&#8221; ชิ้นแรกของ Apple ถูกกลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใน EU โต้กลับว่าเป็น &#8220;greenwashing&#8221;   Apple เคลมว่า Apple Watch แต่ละเริอนที่ผลิตสร้างก๊าซเรือนกระจก 7-12kg และได้ซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อ offset คาร์บอนที่เกิดขึ้นให้เป็น 0   “carbon neutral” เป็นคำที่ &#8220;ไม่ถูกต้องทางวิทยาศาตร์ และ &#8220;ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด&#8221; คิดว่าการซื้อ Apple Watch ไม่ได้สร้างผลกระทบกับ climate change &#8211; Gilles Dufrasne เจ้าหน้าที่ของ Carbon Market Watch กล่าวไว้   การวัดคาร์บอนและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กอย่าง smartwatch และหูฟังไร้สายจะแม่นยำจริงหรือ เนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวยากที่จะซ่อมแซมและมักจะเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) ในที่สุด   นอกจากนี้คาร์บอนเครดิตที่ Apple ซื้อ &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/apple-watch-carbon-neutral/"> <span class="screen-reader-text">Apple Watch ‘carbon neutral’  ดีกับโลกจริง  หรือ greenwashing</span> Read More »</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="2320" class="elementor elementor-2320" data-elementor-post-type="post">
				<div class="elementor-element elementor-element-60f3426 e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="60f3426" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-7525582 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="7525582" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
							<p><span style="font-weight: 400;">Apple Watch ซีรี่ส์ล่าสุดที่เหล่าสาวกภูมิใจเพราะเป็น &#8220;carbon neutral products&#8221; ชิ้นแรกของ Apple ถูกกลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใน EU โต้กลับว่าเป็น &#8220;greenwashing&#8221;</span></p><p> </p><p><span style="font-weight: 400;">Apple เคลมว่า Apple Watch แต่ละเริอนที่ผลิตสร้างก๊าซเรือนกระจก 7-12kg และได้ซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อ offset คาร์บอนที่เกิดขึ้นให้เป็น 0</span></p><p> </p><p><span style="font-weight: 400;">“carbon neutral” เป็นคำที่ &#8220;ไม่ถูกต้องทางวิทยาศาตร์ และ &#8220;ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด&#8221; คิดว่าการซื้อ Apple Watch ไม่ได้สร้างผลกระทบกับ climate change &#8211; Gilles Dufrasne เจ้าหน้าที่ของ Carbon Market Watch กล่าวไว้</span></p><p> </p><p><span style="font-weight: 400;">การวัดคาร์บอนและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กอย่าง smartwatch และหูฟังไร้สายจะแม่นยำจริงหรือ เนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวยากที่จะซ่อมแซมและมักจะเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) ในที่สุด</span></p><p> </p><p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้คาร์บอนเครดิตที่ Apple ซื้อ อาจจะไม่มีคุณภาพมากพอที่จะกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศได้ เนื่องจากโปรเจคปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่าที่เคยถูกทำลายจากการทำปศุสัตว์ในปารากวัยและบราซิล ต้นไม้เหล่านั้นมักจะถูกตัดภายหลังเพื่อทำเป็นกระดาษภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี</span></p><p> </p><p><span style="font-weight: 400;">ภายในปี 2026 EU จะแบนการเคลม “neutrality” ที่เกิดจากการซื้อคาร์บอนเครดิต เนื่องจากเป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ทำให้คนเข้าใจผิด คิดว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือสร้างผลกระทบด้านบวกกับโลก</span></p><p> </p><p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี Apple Watch มีความคืบหน้าด้านการใช้ผลิตภัณฑ์รีไซเคิล โดยใช้โคบอลต์รีไซเคิลในการผลิตแบตเตอรี่ และอลูมิเนียมรีไซเคิลในการผลิตเคส โดย Apple ได้ลดคาร์บอน ที่เกี่ยวข้องกับ Apple Watch ถึง 81% เมื่อเทียบกับปี 2015 และ Apple ยังใช้พลังงานสะอาด 100% ในการผลิต โดย Apple ทำการ Match พลังงานที่ supplier ใช้ด้วยการลงทุนใน Project พลังงานสะอาด</span></p><p> </p><p><span style="font-weight: 400;">Apple ยังคงต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไปว่าทำเรื่อง sustainability จริงแค่ไหน บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมากในอดีตอย่าง Apple จะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษจากกลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เนื่องจาก Apple ใช้กลยุทธ์ </span><b>&#8220;</b><span style="font-weight: 400;">planned obsolesce&#8221; ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองเสื่อมคุณภาพเมื่อมีการอัพเดทซอฟแวร์ รวมทั้งเซ็ทราคาค่าซ่อมสูงมาก จนทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อใหม่ กลายเป็น e-waste จำนวนมหาศาล หรือเรื่องการออกมาประกาศสนับสนุน Right to Repair แต่ฟังก์ชั่น iPhone ยังขึ้น warning message และปิดการทำงานของ Face ID, True Tone, automatic screen brightness เมื่อมีการซ่อมโดยไม่ใช้ official parts ทั้งที่ชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นของ OEM พาร์เนอร์ของ Apple</span></p><p> </p><p><span style="font-weight: 400;">SDGs Goal : Climate Action, Responsible consumption and production </span></p><p><span style="font-weight: 400;">writer : ยอด Co-Founder, Goodwill Compounding</span></p><p><span style="font-weight: 400;">source : Financial Time, Washington Post</span></p><p><span style="font-weight: 400;">Photo Credit : Apple.com</span></p>						</div>
				</div>
					</div>
				</div>
				</div>
		]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/apple-watch-carbon-neutral/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ข่าวดีสำหรับคนรักโลกที่ชอบแฟชั่น เมื่อมี &#8220;ไฟเบอร์คาร์บอนไดออกไซด์, หนังเพาะในหลอดทดลอง , หนังปลาสิงโต&#8221; ทดแทนคอตตอนและหนัง</title>
		<link>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/sustainable-fashion/</link>
					<comments>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/sustainable-fashion/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[good willadmin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Feb 2024 17:20:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlights]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.goodwillcompounding.com/?p=2254</guid>

					<description><![CDATA[มันไม่ง่ายเลยสำหรับหลายๆคนที่จะช่วยโลกด้วยการซื้อเสื้อผ้าน้อยลง แฟชั่นไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามหรือความชอบส่วนตัว แต่ยังมีคุณค่า (value) บางอย่างที่สังคมรวมทั้งคนที่สวมใส่ยึดติดกับมัน   บางสังคมต้องใช้ของหรูถึงจะเป็นเพื่อนกันได้ งานหลายๆงานต้องแต่งตัวให้ดูดี หรือบางคนแสดงความเป็นตัวของตัวเองด้วยเสื้อผ้าที่สวมใส่   และเมื่อโลกแฟชั่นถูกขับเคลื่อนด้วยวิธีคิดที่ให้คนเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อยยิ่งขึ้นเพื่อกำไรสูงสุด อายุการใช้งานของเสื้อผ้าจึงสั้นลง ใส่ไม่กี่ครั้งก็ทิ้ง อุตสาหกรรมนี้จึงสร้างคาร์บอนและขยะอันดับต้นๆของโลก   แต่ละปีมีการปลูกคอตตอนถึง 22.7 ล้านเมตตริกตันซึ่งใช้ทรัพยากรมหาศาล โดยเฉลี่ยเราใช้น้ำถึง 2,700 ลิตรในการผลิตเสื้อยืดตัวหนึ่ง และคอตตอนเป็นพืชที่ใช้ยาฆ่าแมลงในการปลูกมากที่สุดในโลก ทำลายสุขภาพของเกษตรกรผู้ปลูกและระบบนิเวศ และยังมีการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูก   หรือจะหันไปใช้ polyester ก็มีพลาสติกเป็นส่วนประกอบ   สตาร์ทอัพหลายๆบริษัทจึงคิดสิ่งทึ่จะมาทดแทนคอตตอนรวมทั้งหนังซึ่งพวกเราน่าจะมีโอกาสใส่กันภายใน 3-5 ปีข้างหน้า    1; ไฟเบอร์คาร์บอนไดออกไซด์ Rubi Laboratories กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่ผลิตเส้นด้ายจากคาร์บอนไดออกไซด์ โดยผสมคาร์บอนไดออกไซด์กับเอนไซม์ที่ผลิตในห้องแลปของบริษัท ทำให้เกิดไฟเบอร์ที่สามารถเอามาทอเป็นเส้นใยผ้า ขั้นตอนดังกล่าวใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง จึงสร้างภาระให้กับโลกน้อยกว่าการปลูกคอตตอนหรือการผลิตโพลีเอสเตอร์อย่างมาก ปัจจุบัน Rubi เป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจกับ Walmart, Patagonia, Ganni and Reformation ซึ่งกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และคาดว่าจะวางจัดจำหน่ายในปีหน้า   2: ผ้าไหมหมัก &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/sustainable-fashion/"> <span class="screen-reader-text">ข่าวดีสำหรับคนรักโลกที่ชอบแฟชั่น เมื่อมี &#8220;ไฟเบอร์คาร์บอนไดออกไซด์, หนังเพาะในหลอดทดลอง , หนังปลาสิงโต&#8221; ทดแทนคอตตอนและหนัง</span> Read More »</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="2254" class="elementor elementor-2254" data-elementor-post-type="post">
				<div class="elementor-element elementor-element-04b24d4 e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="04b24d4" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-e97114d elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="e97114d" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
							<p>มันไม่ง่ายเลยสำหรับหลายๆคนที่จะช่วยโลกด้วยการซื้อเสื้อผ้าน้อยลง แฟชั่นไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามหรือความชอบส่วนตัว แต่ยังมีคุณค่า (value) บางอย่างที่สังคมรวมทั้งคนที่สวมใส่ยึดติดกับมัน</p><p> </p><p>บางสังคมต้องใช้ของหรูถึงจะเป็นเพื่อนกันได้ งานหลายๆงานต้องแต่งตัวให้ดูดี หรือบางคนแสดงความเป็นตัวของตัวเองด้วยเสื้อผ้าที่สวมใส่</p><p> </p><p>และเมื่อโลกแฟชั่นถูกขับเคลื่อนด้วยวิธีคิดที่ให้คนเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อยยิ่งขึ้นเพื่อกำไรสูงสุด อายุการใช้งานของเสื้อผ้าจึงสั้นลง ใส่ไม่กี่ครั้งก็ทิ้ง อุตสาหกรรมนี้จึงสร้างคาร์บอนและขยะอันดับต้นๆของโลก</p><p> </p><p>แต่ละปีมีการปลูกคอตตอนถึง 22.7 ล้านเมตตริกตันซึ่งใช้ทรัพยากรมหาศาล โดยเฉลี่ยเราใช้น้ำถึง 2,700 ลิตรในการผลิตเสื้อยืดตัวหนึ่ง และคอตตอนเป็นพืชที่ใช้ยาฆ่าแมลงในการปลูกมากที่สุดในโลก ทำลายสุขภาพของเกษตรกรผู้ปลูกและระบบนิเวศ และยังมีการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูก</p><p> </p><p>หรือจะหันไปใช้ polyester ก็มีพลาสติกเป็นส่วนประกอบ</p><p> </p><p>สตาร์ทอัพหลายๆบริษัทจึงคิดสิ่งทึ่จะมาทดแทนคอตตอนรวมทั้งหนังซึ่งพวกเราน่าจะมีโอกาสใส่กันภายใน 3-5 ปีข้างหน้า </p><p> </p><p>1; ไฟเบอร์คาร์บอนไดออกไซด์</p><p>Rubi Laboratories กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่ผลิตเส้นด้ายจากคาร์บอนไดออกไซด์ โดยผสมคาร์บอนไดออกไซด์กับเอนไซม์ที่ผลิตในห้องแลปของบริษัท ทำให้เกิดไฟเบอร์ที่สามารถเอามาทอเป็นเส้นใยผ้า ขั้นตอนดังกล่าวใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง จึงสร้างภาระให้กับโลกน้อยกว่าการปลูกคอตตอนหรือการผลิตโพลีเอสเตอร์อย่างมาก ปัจจุบัน Rubi เป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจกับ Walmart, Patagonia, Ganni and Reformation ซึ่งกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และคาดว่าจะวางจัดจำหน่ายในปีหน้า</p><p> </p><p>2: ผ้าไหมหมัก</p><p>Spiber ค้นพบการหมักไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติเรียบเนียน เงางามคล้ายผ้าไหมและนุ่มเหมือนผ้าแคชเมียร์ เหมาะสำหรับทำเป็น เสื้อกันหนาว ชุดเดรส และสูท </p><p> </p><p>3: สิ่งทอจากเปลือกสัตว์ทะเล</p><p>TômTex ผลิตสิ่งที่ใช้ทดแทน หนังโดยผลิตจากขยะเปลือกกุ้ง หอย ปู โดยบริษัทรับซื้อขยะเปลือกกุ้งจากเวียดนาม เปลือกปูจากอลาสก้า ยุโรปและเอเชียเพื่อเอามาสกัดเป็นไคโตซาน จากนั้นเติมสารแต่งแล้วทำให้แห้งก็จะได้วัสดุที่มีความยืดหยุ่นและทนทาน สามารถนำมาผลิตเป็นกระเป๋า  รองเท้าและโซฟา</p><p> </p><p>4: หนังปลาสิงโต</p><p>ปลาสิงโตเพิ่มจำนวนจนน่าตกใจในอ่าวเม็กซิโก ซึ่งเป็นภัยคุกคามกับปะการัง startup ที่ชื่อ Inversa จึงวิจัยหนังจากปลาสิงโตซึ่งบาง ทดทาน และยืดหยุ่นเป็นอย่างดี เหมาะกับนำมาใช้กับสินค้าแฟชั่นที่มีขนาดเล็ก</p><p> </p><p>5: หนังเพาะในหลอดทดลอง</p><p>VitroLabs เพาะหนังโดยใช้เซลผิวหนังที่ได้จากชิ้นเนื้อของลูกวัว เหมาะกับการใช้ทำเครื่องหนังและอุปกรณ์ภายในรถ Startup รายนี้ได้ร่วมงานกับ บริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่ Kering ที่เป็นเจ้าของ Gucci และ Balenciaga</p><p><br /><br /></p><p>SDGs Goal : Climate Action, Responsible consumption and production, Clean water and sanitation, Life on Land </p><p>writer : ยอด Co-Founder, Goodwill Compounding</p><p>source : Financial Time, Wall Street Journal, The Economist</p><p>photo credit : </p><p>facebook.com/vitrolabs</p><p>fashionunited.com</p><p>verycompostable.com</p><p><br /><br /></p>						</div>
				</div>
					</div>
				</div>
				</div>
		]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/09/sustainable-fashion/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แนะแนวอาชีพใหม่ยุค Climate Change “นักสร้างอุทยานแห่งชาติ” </title>
		<link>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/newjob-climatechange/</link>
					<comments>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/newjob-climatechange/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[good willadmin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Feb 2024 15:06:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlights]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.goodwillcompounding.com/?p=2195</guid>

					<description><![CDATA[หากคุณเป็นคนรักธรรมชาติ อาชีพนี้อาจจะเป็นอาชีพในฝันของคุณ เพราะคุณสร้างธุรกิจจากการ “สร้างธรรมชาติ”   และนั่นเป็นสิ่งที่ Kris Tompkins ทำหลังจากที่เธอลาออกจากการเป็น CEO ของ Patagonia สู่การเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างเต็มตัว    Tompkins เป็น CEO ของ Patagonia เป็นเวลา 20 ปีก่อนจะลาออกในปี 1993 ย้ายไปอยู่ที่ชิลีกับ Doug Tompkins  ที่เป็น co-founder North Face และ Esprit ทั้งคู่แต่งงานกันก่อนจะตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไร Tompkins Conservation เลือกซื้อที่ดินที่ชิลีและอาร์เจนตินา เพื่อสร้างอุทยานแห่งชาติและปกป้องสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์   “ทุนนิยมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เวอร์คร่วมกันได้&#8221;   จนถึงวันนี้ Tompkins Conservation สนับสนุนเงินกว่า 350 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างอุทยานแห่งชาติ 15 แห่ง ซึ่งรวมถึงอุทยานสัตว์น้ำ 2 แห่ง คิดเป็นพื้นที่ 15 &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/newjob-climatechange/"> <span class="screen-reader-text">แนะแนวอาชีพใหม่ยุค Climate Change “นักสร้างอุทยานแห่งชาติ” </span> Read More »</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="2195" class="elementor elementor-2195" data-elementor-post-type="post">
				<div class="elementor-element elementor-element-00e761a e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="00e761a" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-b5746f2 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="b5746f2" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
							<p>หากคุณเป็นคนรักธรรมชาติ อาชีพนี้อาจจะเป็นอาชีพในฝันของคุณ เพราะคุณสร้างธุรกิจจากการ “สร้างธรรมชาติ”</p><p> </p><p>และนั่นเป็นสิ่งที่ Kris Tompkins ทำหลังจากที่เธอลาออกจากการเป็น CEO ของ Patagonia สู่การเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างเต็มตัว </p><p> </p><p>Tompkins เป็น CEO ของ Patagonia เป็นเวลา 20 ปีก่อนจะลาออกในปี 1993 ย้ายไปอยู่ที่ชิลีกับ Doug Tompkins  ที่เป็น co-founder North Face และ Esprit ทั้งคู่แต่งงานกันก่อนจะตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไร Tompkins Conservation เลือกซื้อที่ดินที่ชิลีและอาร์เจนตินา เพื่อสร้างอุทยานแห่งชาติและปกป้องสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์</p><p> </p><p>“ทุนนิยมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เวอร์คร่วมกันได้&#8221;</p><p> </p><p>จนถึงวันนี้ Tompkins Conservation สนับสนุนเงินกว่า 350 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างอุทยานแห่งชาติ 15 แห่ง ซึ่งรวมถึงอุทยานสัตว์น้ำ 2 แห่ง คิดเป็นพื้นที่ 15 ล้านเอเคอร์บนผืนดินและ 30 ล้านเอเคอร์ในมหาสมุทร </p><p> </p><p>ในปี 2017 องค์กรได้บริจาคที่ดินให้กับชิลี 1 ล้านเอเคอร์ โดยมีข้อตกลงกับรัฐบาลชิลีจะต้องสนับสนุนที่ดิน 9 ล้านเอเคอร์เพื่อสร้างอุทยานแห่งชาติแห่งใหม่</p><p> </p><p>&#8220;เปลี่ยนแปลงโดยไม่ทำลาย&#8221;</p><p>ระหว่างทางทั้งคู่ต้องเจอแรงต้านจากธุรกิจเหมืองแร่และธุรกิจประมงในชิลีและอาร์เจนตินา เธอทั้งคู่ก็ผ่านมาได้โดยใช้หลักการเปลี่ยนแปลงธุรกิจโดยไม่ทำลายธุรกิจ &#8220;ฉันไม่คิดว่าจะมีใครที่มีสิทธิ์เดินเข้าไปในพื้นที่ แล้วบอกให้โรงงานพวกนี้ออกไปซะเพราะเราจะปกป้องสัตว์ป่า&#8221; แต่เราต้องมองให้เห็นความเป็น &#8220;ชุมชน&#8221; ที่อยู่ในพื้นที่นั้นว่าจะช่วยกันจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร และจะได้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างไร</p><p> </p><p>&#8220;การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต้องวัดผลได้จริง&#8221;</p><p>เราต้องสามารถวัดผลหรือ quantify ทุกสิ่งที่เราทำได้เพราะมันเป็นสิ่งใหม่และชุมชนอาจจะรู้สึกว่าเราเข้าไปคุกคามหรือพยายามจะเปลี่ยนแปลงเขา การจะสร้างอุทยานขึ้นมาได้ 1 อุทยานต้องใช้คนหลายร้อยคน เพราะฉะนั้นมันจะสร้างงานต่อเนื่องเป็นเวลา 10-20 ปี จากนั้นรัฐบาลก็จะมีการจ้างคนอีกเพื่อบริหารงานของอุทยาน และจะมีธุรกิจท่องเที่ยวเกิดขึ้นซึ่งก็จะเป็นธุรกิจของคนในชุมชน</p><p> </p><p>&#8220;ทำให้ภาครัฐเห็นการ connect&#8221;</p><p>เราทำงานกับประธานาธิบดี 11 คนในชิลีและอาร์เจนตินาในรอบหลายปีที่ผ่านมา สิ่งสำคัญก็คือเราต้องทำให้รัฐบาลเข้าใจว่าโปรเจคต่างๆจะสร้างประโยชน์ให้กับ ระดับประเทศ ระดับภูมิภาค  และระดับท้องถิ่นได้อย่างไร มันถูกจับแยกส่วนมาตลอดทั้งที่จริงๆแล้วมัน connect กัน</p><p> </p><p>WWF คาดการณ์ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ &#8220;nature-positive economy&#8221; จะสามารถสร้างธุรกิจรวมมูลค่ากว่า $10.1 trillion ต่อปี และสร้างงาน 395 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030</p><p> </p><p>ใครที่สนใจงานด้านนี้ เตรียม upskill หรือ reskill กันนะครับ ส่วนคนที่ทำงานที่สร้างผลกระทบด้านลบกับ planet และ people ก็น่าจะเตรียม upskill หรือ reskill เหมือนกันเพราะมันจะถูก disruption ไปทีละธุรกิจ</p><p> </p><p>SDGs Goal :Climate Action, Life on Land</p><p>Writer : ยอด Co-founder, Goodwill Compounding </p><p>Souce : WWF และ Wall Street Journal</p><p>Photo Credit : Mowgil Adventure</p>						</div>
				</div>
					</div>
				</div>
				</div>
		]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/newjob-climatechange/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เลิกใช้พลาสติกไม่ได้ ก็สร้างมันใหม่ด้วย plant-based plastic</title>
		<link>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/plant-based-plastic/</link>
					<comments>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/plant-based-plastic/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[good willadmin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Feb 2024 14:54:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlights]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.goodwillcompounding.com/?p=2174</guid>

					<description><![CDATA[ข่าวดีของชาวโลก เมื่อการใช้งาน plant-based plastics เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากหลายบริษัทต้องการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไบโอพลาสติกสร้างจากพืชที่อุดมด้วยแป้ง น้ำตาล หรือเยื่อกระดาษเช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อยและฝ้าย พืชเหล่านี้ดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการผลิตไบโอพลาสติกอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับการผลิตพลาสติกจากพลังงานฟอสซิล แถมยังสามารถย่อยสลายได้  อุตสาหกรรมแฟชั่นและบรรจุภัณฑ์อาหารมีความต้องการใช้ ไบโอพลาสติกสูงสุด และยังมีอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมไฟฟ้า และอุตสาหกรรมวัสดุคงทนก็มีความต้องการใช้งานเช่นกัน แบรนด์เสื้อผ้าออกกำลังกายชื่อดัง Lululemon ก็มีเป้าหมายที่จะใช้ plant-based nylon แทนการใช้  oil-based nylon ภายในปี 2030 ปัจจุบันไบโอพลาสติกยังมีราคาแพงกว่าพลาสติกที่ผลิตจากพลังงานฟอสซิลเพราะมีต้นทุนในการปลูกพืช โดยทั่วไปพลาสติกที่ผลิตจากพลังงานฟอสซิลจะถูกกว่า 50% ถึง 80% แต่ราคาจะถูกลงกว่านี้ถ้าภาคเอกชนมีการใช้งานมากขึ้นและรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ใช้อย่างใน จีนและญี่ปุ่น ไบโอพลาสติกขยายตัวเร็วกว่าการใช้พลาสติกรีไซเคิล  เพราะมีการบังคับใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หนทางหมื่นลี้เริ่มต้นแล้วด้วยก้าวแรก เมื่อ Plant-based plastics หรือ ไบโอพลาสติก มีการใช้งาน 1% ของพลาสติกทั้งหมดบนโลก ส่วนพลาสติกรีไซเคิลมีการใช้งาน 9%   แล้ว consumer อย่างเราช่วยอะไรได้บ้าง ก็ถ้าจำเป็นต้องซื้อ ก็ช่วยซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่เขาใช้ &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/plant-based-plastic/"> <span class="screen-reader-text">เลิกใช้พลาสติกไม่ได้ ก็สร้างมันใหม่ด้วย plant-based plastic</span> Read More »</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="2174" class="elementor elementor-2174" data-elementor-post-type="post">
				<div class="elementor-element elementor-element-373cf75 e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="373cf75" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-5b01a2d elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="5b01a2d" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
							<p>ข่าวดีของชาวโลก เมื่อการใช้งาน <a href="https://wsjprosustainablebusiness.cmail19.com/t/d-l-vjhdljl-ihoiyhya-d/" target="_blank" rel="noopener">plant-based plastics</a> เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากหลายบริษัทต้องการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</p><p>ไบโอพลาสติกสร้างจากพืชที่อุดมด้วยแป้ง น้ำตาล หรือเยื่อกระดาษเช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อยและฝ้าย พืชเหล่านี้ดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการผลิตไบโอพลาสติกอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับการผลิตพลาสติกจากพลังงานฟอสซิล แถมยังสามารถย่อยสลายได้ </p><p>อุตสาหกรรมแฟชั่นและบรรจุภัณฑ์อาหารมีความต้องการใช้ ไบโอพลาสติกสูงสุด และยังมีอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมไฟฟ้า และอุตสาหกรรมวัสดุคงทนก็มีความต้องการใช้งานเช่นกัน แบรนด์เสื้อผ้าออกกำลังกายชื่อดัง Lululemon ก็มีเป้าหมายที่จะใช้ plant-based nylon แทนการใช้  oil-based nylon ภายในปี 2030</p><p>ปัจจุบันไบโอพลาสติกยังมีราคาแพงกว่าพลาสติกที่ผลิตจากพลังงานฟอสซิลเพราะมีต้นทุนในการปลูกพืช โดยทั่วไปพลาสติกที่ผลิตจากพลังงานฟอสซิลจะถูกกว่า 50% ถึง 80% แต่ราคาจะถูกลงกว่านี้ถ้าภาคเอกชนมีการใช้งานมากขึ้นและรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ใช้อย่างใน จีนและญี่ปุ่น ไบโอพลาสติกขยายตัวเร็วกว่าการใช้พลาสติกรีไซเคิล  เพราะมีการบังคับใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</p><p>หนทางหมื่นลี้เริ่มต้นแล้วด้วยก้าวแรก เมื่อ Plant-based plastics หรือ ไบโอพลาสติก มีการใช้งาน 1% ของพลาสติกทั้งหมดบนโลก ส่วนพลาสติกรีไซเคิลมีการใช้งาน 9%</p><p> </p><p>แล้ว consumer อย่างเราช่วยอะไรได้บ้าง ก็ถ้าจำเป็นต้องซื้อ ก็ช่วยซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่เขาใช้ <a href="https://wsjprosustainablebusiness.cmail19.com/t/d-l-vjhdljl-ihoiyhya-d/" target="_blank" rel="noopener">plant-based plastics</a> ช่วยกัน scale ให้ต้นทุนถูกลง เหล่าแบรนด์เล็กๆรวมทั้งอุตสาหกรรมอื่นก็สามารถใช้งานได้ด้วย รวมทั้งลดการใช้พลาสติกจากพลังงานฟอสซิล</p><p> </p><p>Sustainable Development Goals : Climate Action, Responsible consumption and production </p><p>writer : ยอด Co-Founder, Goodwill Compounding</p><p>source : wall street journal</p><p>photo credit : smartprix</p>						</div>
				</div>
					</div>
				</div>
				</div>
		]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/plant-based-plastic/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม่ต้องซื้อเสื้อใหม่ เมื่อ Zara  H&#038;M Uniqlo รับ “ซ่อมเสื้อ”</title>
		<link>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/repair-fashion/</link>
					<comments>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/repair-fashion/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[good willadmin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Feb 2024 14:48:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlights]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.goodwillcompounding.com/?p=2168</guid>

					<description><![CDATA[ที่แล้วมา H&#38;M Uniqlo และ Zara มักจะกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง วันนี้แบรนด์ทั้ง 3 โดนกดดันจากรัฐบาลรวมทั้งผู้บริโภคที่ใส่ใจโลกให้ทำธุรกิจลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม จึงสนับสนุนให้ลูกค้าซ่อมแซมเสื้อผ้าเก่าแทนที่จะทิ้งแล้วซื้อใหม่ เพื่อช่วยลดขยะและการใช้ทรัพยากรที่จะต้องนำมาผลิตเสื้อผ้าใหม่   Zara : เสนอบริการ “Zara pre-owned” ทั้งในห้างและออนไลน์ที่ช่วยให้ลูกค้าซ่อม ขายต่อ หรือบริจาคเสื้อผ้า Zara ที่ใช้แล้ว โดยเปิดตัวที่แรกเมื่อปีที่แล้วในอังกฤษ จากนั้นขยายไปฝรั่งเศส เยอรมันและสเปนในปีนี้และวางแผนให้บริการตลาดหลักทั่วโลกภายในปี 2025,    โดยในอังกฤษ Zara จะดูแลเรื่องของการรับเสื้อผ้าและการจ่ายเงินให้กับลูกค้า ส่วนเรื่องงานซ่อม Zara ใช้ Third-party network ดูแล โดยชาร์จค่าบริการซ่อมรู £10    Uniqlo: เปิดตัว  “Re.Uniqlo Studios” ทั่วโลก โดยมีสาขาที่ให้บริการในอเมริกา 5 สาขา คิดค่าบริการ $5 สำหรับงานซ่อมง่ายๆ   H&#38;M :  Launch ศูนย์ซ่อมใน &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/repair-fashion/"> <span class="screen-reader-text">ไม่ต้องซื้อเสื้อใหม่ เมื่อ Zara  H&#038;M Uniqlo รับ “ซ่อมเสื้อ”</span> Read More »</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="2168" class="elementor elementor-2168" data-elementor-post-type="post">
				<div class="elementor-element elementor-element-318ef98 e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="318ef98" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-8fcedf9 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="8fcedf9" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
							<p>ที่แล้วมา H&amp;M Uniqlo และ Zara มักจะกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง วันนี้แบรนด์ทั้ง 3 โดนกดดันจากรัฐบาลรวมทั้งผู้บริโภคที่ใส่ใจโลกให้ทำธุรกิจลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม จึงสนับสนุนให้ลูกค้าซ่อมแซมเสื้อผ้าเก่าแทนที่จะทิ้งแล้วซื้อใหม่ เพื่อช่วยลดขยะและการใช้ทรัพยากรที่จะต้องนำมาผลิตเสื้อผ้าใหม่</p><p> </p><p><strong>Zara :</strong> เสนอบริการ “Zara pre-owned” ทั้งในห้างและออนไลน์ที่ช่วยให้ลูกค้าซ่อม ขายต่อ หรือบริจาคเสื้อผ้า Zara ที่ใช้แล้ว โดยเปิดตัวที่แรกเมื่อปีที่แล้วในอังกฤษ จากนั้นขยายไปฝรั่งเศส เยอรมันและสเปนในปีนี้และวางแผนให้บริการตลาดหลักทั่วโลกภายในปี 2025, </p><p> </p><p>โดยในอังกฤษ Zara จะดูแลเรื่องของการรับเสื้อผ้าและการจ่ายเงินให้กับลูกค้า ส่วนเรื่องงานซ่อม Zara ใช้</p><p>Third-party network ดูแล โดยชาร์จค่าบริการซ่อมรู £10 </p><p> </p><p><strong>Uniqlo:</strong> เปิดตัว  “Re.Uniqlo Studios” ทั่วโลก โดยมีสาขาที่ให้บริการในอเมริกา 5 สาขา คิดค่าบริการ $5 สำหรับงานซ่อมง่ายๆ</p><p> </p><p><strong>H&amp;M :</strong>  Launch ศูนย์ซ่อมใน 7 เมือง เช่นที่ปารีสและสตอกโฮล์ม นอกจากนี้ยังมี online repair tutorials และขายแผ่นปักลวดลายเพื่อกระตุ้นลูกค้าซ่อมเสื้อผ้าด้วยตัวเอง</p><p> </p><h3><span style="text-decoration: underline;"><b>“Fast Fashion ทั่วโลกถูกกดดัน”</b></span></h3><p>จากงานวิจัยขององค์กรไม่แสวงหากำไร Ellen MacArthur Foundation ในประเทศอังกฤษพบว่า มีเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มกว่า 92 ล้านตันถูกฝังลงดินทุกปี เสื้อผ้า fast-fashion โดยเฉลี่ยใช้ไม่ถึงปีก็ถูกทิ้ง</p><p> </p><p>เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาสภายุโรปเรียกร้องให้บริษัท fast-fashion ที่ดำเนินกิจการในยุโรปต้องเพิ่มมาตราฐานสิ่งแวดล้อมให้สูงขึ้น และกำลังร่างฏหมายใหม่มากกว่า 12 ฉบับบังคับให้แบรนด์เหล่านี้พัฒนาระบบการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมทั้งต้องจัดการกับขยะที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เหล่า</p><p>fashion brand เลยตื่นตัวนำเสนอบริการ recycle หรือบริการซ่อมแซมต่อวงจรชีวิตให้กับเสื้อผ้า และบริการเหล่านี้จะมีส่วนทำให้ยอดขายลดลงอย่างแน่นอนเพราะลูกค้าซื้อของน้อยลง</p><p> </p><h3><span style="text-decoration: underline;">“<b>ถึงยากก็ต้องทำ”</b></span></h3><p>สำหรับแบรนด์หรูอย่าง Hermès และ Louis Vuitton การซ่อมสินค้าจัดเป็นบริการสำคัญที่ขาดไม่ได้ และลูกค้าก็เต็มใจที่จะจ่ายหลายพันดอลล่าร์ ถ้ามันจะทำให้ของหรูๆของพวกเขากลับมาดูดีอีกครั้ง</p><p> </p><p>แต่มันไม่ง่ายสำหรับ Fast Fashion ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าให้มาซ่อมเสื้อผ้าของตัวเอง เนื่องจากสินค้าของตัวเองราคาถูกอยู่แล้ว แถมยังต้อง scale ดีมานด์และซัพพลายให้มากพอจนถึงจุดคุ้มทุนหรือได้กำไรจากบริการนี้</p><h3><br /><br /></h3><h3><span style="text-decoration: underline;"><b>“โอกาสใหม่ :Cloth Repair Economy”</b></span></h3><p>Warren Buffet เคยว่าไว้ “Capitalism is creative destruction” เมื่อธุรกิจนึงถูกทำลายลงจะมีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นเสมอ เช่น สมาร์ทโฟนทำลายธุรกิจหนังสือพิมพ์และนิตยสาร แต่มันก็สร้างธุรกิจสำนักข่าวออนไลน์รวมทั้ง Creator Economy</p><p> </p><p>ธุรกิจแฟชั่นก็เช่นกัน การซ่อมเสื้อผ้าทำให้ธุรกิจแฟชั่้นได้รับผลกระทบทางลบ แต่ก็เกิดธุรกิจซ่อมแซมเสื้อผ้าขึ้น</p><p> </p><p>The Seam เป็น digital platform ในประเทศอังกฤษที่เหมือน “Uber เวอร์ชั่นซ่อมสินค้าแฟชั่น” คอนเนค consumer หรือธุรกิจกับร้านรับซ่อมและทำความสะอาดสินค้า fashion ไม่ว่าจะเป็น ซ่อมหรือแก้เสื้อผ้า ทำความสะอาดและซ่อมรองเท้า ซ่อมชุดออกกำลังกาย ทำความสะอาดและซ่อมกระเป๋าหรู หรือจะปักลาย โดย The Seam จะเก็บค่าธรรมเนียม 20% ของค่าซ่อม</p><p> </p><p>ธุรกิจไปได้สวยทีเดียว Demand โต 20% เดือนต่อเดือนขี่กระแสซ่อมเสื้อผ้าที่กำลังได้รับความนิยม โดยสินค้าที่นำมาซ่อมมีมูลค่าเฉลี่ย £80 ขึ้นไป มีหลายแบรนด์แฟชั่นที่ไปพาร์ทเนอร์กับ The Seam เพื่อที่จะได้ไม่ต้องสร้างบริการรับซ่อมสินค้าด้วยตัวเอง เพราะการหาช่างฝีมือดีจำนวนมากมายไม่ใช่เรื่องง่าย</p><p> </p><p>คนตัวเล็กตัวน้อยก็สร้างธุรกิจได้เองเหมือนกัน อย่าง Brinck ที่เปิด home studio รับซ่อมเสื้อผ้าโดยคิดค่าบริการตั้งแต่ £15 ถึง £200 ต่อจ้อบ เธอได้รับออเดอร์จากทั้งในอังกฤษ อเมริกา และฮ่องกง อาชีพรับซ่อมเสื้อผ้ากำลังขาดแคลนเนื่องจาก supply ไม่พอกับ demand แถมจะเป็นช่างฝีมือเนียบก็ต้องใช้เวลามากในการฝึกฝนทักษะ </p><p> </p><p>เขียนจบแล้ว ผมเตรียมลงคอร์สเรียนซ่อมเสื้อผ้าเลยครับ ฝีมือเทพๆนี่รวยไม่รู้เรื่อง</p><p> </p><p> </p><p> </p><p>Sustainable Development Goals : Climate Action, Responsible consumption and production </p><p>writer : ยอด Co-Founder, Goodwill Compounding</p><p>source : wall street journal</p><p>photo credit : CIO Bulletin</p>						</div>
				</div>
					</div>
				</div>
				</div>
		]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/repair-fashion/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุณอาจจะหาพนักงานใหม่ไม่ได้ เมื่อ Gen Zs และ Millennials มองหาบริษัทที่ใส่ใจโลก</title>
		<link>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/genz-milennial/</link>
					<comments>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/genz-milennial/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[good willadmin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Feb 2024 14:37:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlights]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.goodwillcompounding.com/?p=2150</guid>

					<description><![CDATA[นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่มันเป็นไปแล้ว เมื่อบริษัทผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกประสบปัญหาหาคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานด้วยไม่ได้ ทั้งที่ธุรกิจก็โตในภาวะราคาน้ำมันสูง แถมยังให้เงินเดือนสูงๆมากกว่าอีกหลาย industry   จากวิจัยของ “Deloitte Global 2023 Gen Z and Millennial Survey” พบว่ากว่าครึ่งของ Gen Zs และ millennials หาข้อมูลว่าบริษัทที่เขาจะร่วมงานด้วย สร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม หรือมีนโยบายเรื่องความยั่งยืนอย่างไรบ้าง ก่อนจะตัดสินใจร่วมงานกับบริษัทนั้น   งานวิจัยชิ้นนี้ทำกับ Gen Zs จำนวน 14,483 คน (คนที่เกิดในช่วง มกราคม ค.ศ. 1995 จนถึง ธันวาคม ค.ศ. 2004) และ millennials จำนวน 8,373 คน (คนที่เกิดในช่วง มกราคม ค.ศ. 1983 จนถึง ธันวาคม ค.ศ. 1994) ใน 44 &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/genz-milennial/"> <span class="screen-reader-text">คุณอาจจะหาพนักงานใหม่ไม่ได้ เมื่อ Gen Zs และ Millennials มองหาบริษัทที่ใส่ใจโลก</span> Read More »</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="2150" class="elementor elementor-2150" data-elementor-post-type="post">
				<div class="elementor-element elementor-element-c66ccc3 e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="c66ccc3" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-617b99e elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="617b99e" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
							<p>นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่มันเป็นไปแล้ว เมื่อบริษัทผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกประสบปัญหาหาคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานด้วยไม่ได้ ทั้งที่ธุรกิจก็โตในภาวะราคาน้ำมันสูง แถมยังให้เงินเดือนสูงๆมากกว่าอีกหลาย industry</p><p> </p><p>จากวิจัยของ “Deloitte Global 2023 Gen Z and Millennial Survey” พบว่ากว่าครึ่งของ Gen Zs และ millennials หาข้อมูลว่าบริษัทที่เขาจะร่วมงานด้วย สร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม หรือมีนโยบายเรื่องความยั่งยืนอย่างไรบ้าง ก่อนจะตัดสินใจร่วมงานกับบริษัทนั้น</p><p> </p><p>งานวิจัยชิ้นนี้ทำกับ Gen Zs จำนวน 14,483 คน (คนที่เกิดในช่วง มกราคม ค.ศ. 1995 จนถึง ธันวาคม ค.ศ. 2004) และ millennials จำนวน 8,373 คน (คนที่เกิดในช่วง มกราคม ค.ศ. 1983 จนถึง ธันวาคม ค.ศ. 1994) ใน 44 ประเทศช่วงปลายปี 2022  ยังเผยอีกว่าคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ยังกังวลเกี่ยวกับเรื่อง personal finances เรื่อง inclusion และเรื่อง mental health ซึ่งเป็นเรื่องของความยั่งยืนทั้งนั้น</p><p> </p><h3><b>“เพราะกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม ถึงต้อง Take Action”</b></h3><p> </p><ul><li aria-level="1">6 ใน 10 ของผู้ร่วมวิจัย (60% ของ Gen Zs/57% ของ millennials) กล่าวว่าเขามีความกังวลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา </li><li aria-level="1">ส่วนใหญ่ Take Action เพื่อลดผลกระทบที่มีกับสิ่งแวดล้อม โดย 69% ของ Gen Zs และ 73% ของ millennials ต่าง active ในและเลือก lifestyle ที่ลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม </li><li aria-level="1">4 ใน 5 ของผู้ร่วมวิจัยต้องการให้ธุรกิจช่วยให้พวกเขามี lifestyle ที่ลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นผลิตสินค้าที่ดีกับโลกในราคาที่เข้าถึงได้ ช่วยให้ supply chain เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หรือใช้แพคเกจจิ้งที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม</li><li aria-level="1">3 ใน 10 ของผู้ร่วมวิจัย (Gen Zs (30%) millennials (29%)) พิจารณา “sustainability claims” และ “certifications” ของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าพวก  marketing claims ต่างๆตรงกับสิ่งที่บริษัททำจริงก่อนจะซื้อสินค้าและบริการของบริษัทนั้น อีก 1 ใน 3 (34% of Gen Zs and millennials) มีแผนที่จะทำสิ่งนี้ในอนาคต </li><li aria-level="1">แต่คนรุ่นใหม่ก็เผชิญความท้าทายในการมี lifestyle ที่เป็นมิตรกับโลก ในขณะที่ 6 ใน 10 ของผู้ร่วมวิจัย (Gen Zs (59%) และ millennials (60%)) ยอมจ่ายแพงกว่าสำหรับสินค้าและบริการที่ยั่งยืน มากกว่าครึ่ง (53% ของ Gen Zs/55% ของ millennials) คิดว่าเป็นเรื่องยากมากหรืออาจเป็นไปไม่ได้เลยถ้าสภาพเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น</li></ul><p> </p><h3><b>“เลือกทำงานกับบริษัทที่ช่วยลดคาร์บอน”</b></h3><p> </p><ul><li aria-level="1">เกินครึ่ง (Gen Zs (55%) และ millennials (54%)) หาข้อมูลว่าบริษัทสร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมแค่ไหนรวมทั้งนโยบายของบริษัทก่อนเลือกทำงานที่นั่น </li><li aria-level="1">1 ใน 6 ของ Gen Zs (17%) และ millennials (16%) ยอมรับว่าตัวเองได้เปลี่ยนงานหรือ sector ธุรกิจเพราะเรื่องสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ 25% ของ Gen Zs และ 23% ของ millennials วางแผนที่จะทำในอนาคต</li><li aria-level="1">ประมาณครึ่งหนึ่งเชื่อว่าบริษัทได้ให้ skills training ที่สำคัญ (56% ของ Gen Zs/50% ของ millennials) แต่พวกเขาก็อยากให้บริษัท upskill และ reskill พวกเขาให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านของโลกสู่ low-carbon economy เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่ากว่า 800 ล้านตำแหน่งเสี่ยงได้รับผลกระทบกับ climate change</li></ul><p> </p><ul><li aria-level="1">Top action ที่อยากให้องค์กรทำประกอบด้วย <ul><li aria-level="2">1) ให้เงินสนับสนุน sustainable lifestyle เช่นซื้อรถ ev ติดแผงโซล่าร์ ​</li><li aria-level="2">2) ให้ความรู้และ training เกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น</li><li aria-level="2">3) แบนหรือลดการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวในออฟฟิส</li><li aria-level="2">4) ปรับปรุงออฟฟิสให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น</li><li aria-level="2">5) ช่วย community สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี</li></ul></li></ul><h3><strong> “ถอดบทเรียน”</strong></h3><ol><li aria-level="1">ลองสำรวจดูว่าบริษัทเราสามารถทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อมได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นในแง่กระบวนการผลิต supply chain ผู้บริโภค หรือแม้แต่พนักงานในองค์กร แล้ววางเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการพัฒนาองค์กรในระยะยาว</li><li aria-level="1">สำหรับบริษัทที่มีแผนงานในการทำเพื่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องสื่อสารแผนงานนั้นให้กับคนในองค์กรให้เข้าใจ และทำให้พวกเขารู้ว่าจะมีส่วนร่วมอย่างไรได้บ้าง </li><li aria-level="1">empower ให้พนักงานมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ถ้าสามารถ ทำให้เรื่องความยั่งยืนอยู่ใน culture ของบริษัทก็ยิ่งดีเหมือน amazon ที่เพิ่ม “Success and Scale Bring Broad Responsibility” ลงใน “Amazon Leadership Principles”</li><li aria-level="1">จัด Training หรือ Reskill พนักงานในสายงาน green jobs เพราะ Gen Zs และ millennials สนใจเรื่องการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องของความยั่งยืน และเขาอยากให้บริษัทสนับสนุนเขาในการใช้ชีวิตแบบยั่งยืน ตัวอย่างที่ดีบริษัทหนึ่งก็คือเบนซ์แอนด์เจอร์รี่ ที่ทำธุรกิจไม่เพียงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังสนับสนุนพนักงานให้ทำเรื่องความยั่งยืนที่ตัวเองสนใจนอกเวลางานด้วย เช่นให้งบทำ CSR ตัวให้พนักงานบริหารจัดการกันเอาเอง หรือจัดวันทำเพื่อชุมชน</li><li aria-level="1">และในทางกลับกันในเมื่อ Gen Zs และ millennials สนใจเรื่องรักษ์โลก ขนาดอยากให้มันอยู่ในองค์กรที่เขาทำงานด้วย นั่นก็หมายความว่า เขาก็อยากซื้อสินค้าและบริการที่มันยั่งยืนเช่นเดียวกัน มีถึงเป็นโอกาส ขยายธุรกิจของบริษัท ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีกับโลกในราคาที่ Gen Zs และ millennials ส่วนใหญ่เข้าถึงได้</li><li aria-level="1">ที่สำคัญ อย่า greenwashing เด็ดขาด ถ้าไม่ได้ทำจริงก็อย่าไปเคลมว่าทำ</li></ol><p><br /><br /></p><p>Sustainable Development Goals (SDGs) : Climate Action, Responsible Production and Consumption</p><p>Writer : ยอด Co-Founder and Director of Change, Goodwill Compounding</p><p>Source: The Deloitte Global 2023 Gen Z and Millennial Survey</p><p>New York Times</p><p>aboutamazon.com</p><p>benjerry.com</p><p>photo credit : Pew Research Center</p><p><br /><br /></p>						</div>
				</div>
					</div>
				</div>
				</div>
		]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/genz-milennial/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title> Fast Food งานเข้า เมื่อนักลงทุนสถาบันกดดันไม่ให้ใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงสัตว์</title>
		<link>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/fastfood-antibiotics/</link>
					<comments>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/fastfood-antibiotics/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[good willadmin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Feb 2024 14:30:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlights]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.goodwillcompounding.com/?p=2141</guid>

					<description><![CDATA[กลุ่มนักลงทุนสถาบันที่บริหารสินทรัพย์ กว่า $15.2 trillion ร่วมกันผลักดัน ให้บริษัทฟาสต์ฟู้ดเลิกใช้ยาปฏิชีวนะใน ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ใน supply chain ของตัวเอง โดย WHO ได้กล่าวว่ายาปฏิชีวนะ เป็นสาเหตุสำคัญของการดื้อยา และจะสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจโลกได้ถึง $100 trillion ภายในปี 2050 หากไม่มีการจัดการ   กลุ่มนักลงทุนนำโดยองค์กรไม่แสวงหากำไร FAIRR Initiative ได้กดดันบริษัทฟาส์ทฟู้ดที่ใหญ่ที่สุด 12 แห่งในอเมริกาเหนืออย่าง McDonald’s, Starbucks และ Yum Brands ที่มี Pizza Hut และ KFC ในเครือ โดยให้คำมั่นว่าจะใช้ยาปฏิชีวนะใน supply chain ของตัวเองเฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น    ครั้งสุดท้ายที่กลุ่ม FAIRR ผลักดันเรื่องยาปฏิชีวะอย่างหนัก เกิดขึ้นในช่วง 2016-2019 และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันกว่า 70 แห่งที่บริหารสินทรัพย์รวมกันกว่า $5.5 trillion โดยได้กดดันบริษัท Fast &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/fastfood-antibiotics/"> <span class="screen-reader-text"> Fast Food งานเข้า เมื่อนักลงทุนสถาบันกดดันไม่ให้ใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงสัตว์</span> Read More »</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="2141" class="elementor elementor-2141" data-elementor-post-type="post">
				<div class="elementor-element elementor-element-0cf69ee e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="0cf69ee" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-c3294d2 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="c3294d2" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
							<p>กลุ่มนักลงทุนสถาบันที่บริหารสินทรัพย์ กว่า $15.2 trillion ร่วมกันผลักดัน ให้บริษัทฟาสต์ฟู้ดเลิกใช้ยาปฏิชีวนะใน ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ใน supply chain ของตัวเอง โดย WHO ได้กล่าวว่ายาปฏิชีวนะ เป็นสาเหตุสำคัญของการดื้อยา และจะสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจโลกได้ถึง $100 trillion ภายในปี 2050 หากไม่มีการจัดการ</p><p> </p><p>กลุ่มนักลงทุนนำโดยองค์กรไม่แสวงหากำไร FAIRR Initiative ได้กดดันบริษัทฟาส์ทฟู้ดที่ใหญ่ที่สุด 12 แห่งในอเมริกาเหนืออย่าง McDonald’s, Starbucks และ Yum Brands ที่มี Pizza Hut และ KFC ในเครือ โดยให้คำมั่นว่าจะใช้ยาปฏิชีวนะใน supply chain ของตัวเองเฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น </p><p> </p><p>ครั้งสุดท้ายที่กลุ่ม FAIRR ผลักดันเรื่องยาปฏิชีวะอย่างหนัก เกิดขึ้นในช่วง 2016-2019 และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันกว่า 70 แห่งที่บริหารสินทรัพย์รวมกันกว่า $5.5 trillion โดยได้กดดันบริษัท Fast food มากกว่า 12 แห่งออกนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ และปีนี้กลุ่ม FAIRR อยากเห็นความคืบหน้าของบริษัทเหล่านั้นในการบังคับใช้นโยบายกับ supply chains ของตัวเอง รวมทั้งมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนพร้อมกับมีการตรวจสอบความคืบหน้าของแผนงาน</p><p> </p><p>เมื่อมีการถามถึงเรื่องนี้ในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งล่าสุด McDonald’s กล่าวว่าบริษัท ได้ทำรายงานการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างรับผิดชอบทุก supply chain ของตัวเองอย่างเคร่งครัด</p><p> </p><p>ส่วน Yum Brands กล่าวว่าบริษัทมี animal-welfare policies ที่ลดการใช้ยาปฏิชีวนะให้น้อยที่สุด </p><p> </p><p>บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ Tyson กล่าวว่า นโยบายการใช้ยาปฏิชีวนะของตัวเองเป็นไปตามแนวทางที่ WHO ได้วางไว้</p><p><br /><br /></p>						</div>
				</div>
					</div>
				</div>
		<div class="elementor-element elementor-element-8114722 e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="8114722" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-44e62a6 elementor-widget elementor-widget-image" data-id="44e62a6" data-element_type="widget" data-widget_type="image.default">
				<div class="elementor-widget-container">
													<img decoding="async" width="480" height="480" src="https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/IMG_8940.png" class="attachment-large size-large wp-image-2144" alt="" srcset="https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/IMG_8940.png 480w, https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/IMG_8940-300x300.png 300w, https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/IMG_8940-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" />													</div>
				</div>
					</div>
				</div>
		<div class="elementor-element elementor-element-9f0bd0c e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="9f0bd0c" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-9749da9 elementor-widget elementor-widget-image" data-id="9749da9" data-element_type="widget" data-widget_type="image.default">
				<div class="elementor-widget-container">
													<img decoding="async" width="677" height="1024" src="https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/IMG_8941-677x1024.png" class="attachment-large size-large wp-image-2145" alt="" srcset="https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/IMG_8941-677x1024.png 677w, https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/IMG_8941-198x300.png 198w, https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/IMG_8941.png 766w" sizes="(max-width: 677px) 100vw, 677px" />													</div>
				</div>
					</div>
				</div>
		<div class="elementor-element elementor-element-64f39b7 e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="64f39b7" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-9bf8deb elementor-widget elementor-widget-image" data-id="9bf8deb" data-element_type="widget" data-widget_type="image.default">
				<div class="elementor-widget-container">
													<img loading="lazy" decoding="async" width="744" height="580" src="https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/IMG_8942.png" class="attachment-large size-large wp-image-2146" alt="" srcset="https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/IMG_8942.png 744w, https://www.goodwillcompounding.com/wp-content/uploads/2024/02/IMG_8942-300x234.png 300w" sizes="(max-width: 744px) 100vw, 744px" />													</div>
				</div>
					</div>
				</div>
		<div class="elementor-element elementor-element-3a5cf0a e-flex e-con-boxed e-con e-parent" data-id="3a5cf0a" data-element_type="container">
					<div class="e-con-inner">
				<div class="elementor-element elementor-element-06f09e7 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="06f09e7" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
							<p>Sustainable Development Goals: Good Health and Well-being, Responsible Consumption and Production</p><p>Writer : ยอด Co-founder, goodwill compounding</p><p>Source : Wall Street Journal</p><p>Photo credit : Interfaith Center on Corporate Responsibility</p>						</div>
				</div>
					</div>
				</div>
				</div>
		]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.goodwillcompounding.com/2024/02/08/fastfood-antibiotics/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
